ทาสยาเสพติด

วัยรุ่นยุคไอทีเรียนรู้ที่จะบริหารการเงินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้พิเศษด้วยการรับจ็อบออนไลน์ เล่นหุ้น หรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาขาต่าง ๆ ตามแนวที่เรียนมาแล้วนำไปขายให้แก่ผู้ที่สนใจในราคาไม่สูงมากนัก เรียกได้ว่าสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อยกันเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีวัยรุ่นบางส่วนที่ยังหลงระเริงกับความสุขสบายไปวัน ๆ เอาแต่แบมือขอเงินผู้ปกครองไปซื้อนู่นซื้อนี่ที่อยากได้ เช่นเดียวกับ Michael Carroll ซึ่งมีอายุเพียง 19 ปีเมื่อได้รับรางวัลจากการเสี่ยงโชคเป็นจำนวนถึงเก้าล้านปอนด์ หรือประมาณกว่า 450 ล้านบาทไทยโน่นแน่ะ ว้าว! สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่าเมื่อไมเคิ่ลได้รับเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้แล้วย่อมไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป แต่แทนที่เขาจะนำเงินไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย นำไปเป็นทุนการศึกษา หรือลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ให้จำนวนมันงอกเงย เขากลับเอาไปซื้อยาเสพติดมาเสพซะอย่างนั้น ซ้ำยังสั่งทำช้อนทองคำมาไว้ใช้เพื่อการเสพยาโดยเฉพาะอีกด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้เขามักขโมยเงินชาวบ้านไปซื้อยามาเสพเป็นประจำอยู่แล้ว คราวนี้เลยต้องเล่นให้หนำใจ แน่นอนว่าหลังจากถลุงเงินไปจนเกลี้ยงโดยยังสามารถเอาชีวิตรอดจากยาเสพติดมาได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา นายไมเคิ่ลก็ต้องหันมาทำงานหาเงินเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ ในร้านขนมปังแห่งหนึ่ง...

บุญมีแต่กรรมบัง

บางคนเกิดมาพร้อมบุญวาสนา หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด ในขณะที่บางคนทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่เคยสำเร็จสมดั่งใจหวังแม้แต่อย่างเดียว ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า แข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนากันนั้นไม่สามารถจริง ๆ เรื่องราวที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้เป็นเรื่องของชายชราผู้หนึ่ง นามว่า Arthur Neal ซึ่งมีฐานะค่อนไปทางยากจน ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยความเหนื่อยยากมาตลอด แต่ก็เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ที่มักเจียดรายได้ของตนเองไปทำการเสี่ยงโชคอยู่เนือง ๆ ด้วยมีความหวังอยู่ลึก ๆ ว่าสักวันเทพีแห่งโชคลาภจะหันมามอง และบันดาลให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงเข้าสักวัน ทว่า ใครจะคาดคิดกันเล่าว่าเมื่อวันนั้นมาถึงเขากลับไม่มีวาสนาจะได้ใช้มัน! อาเธอร์ถูกเงินรางวัลมูลค่าสองหมื่นเหรียญ หรือประมาณหกแสนกว่าบาท อันเป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เมื่อเขารู้ว่าตัวเองถูกรางวัลนี้ก็รีบเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นเงินทันที แต่กลับกลายเป็นว่าชายผู้นี้กลับเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะอาเธอร์หายตัวไปเลย ไม่มีแม้ข่าวคราวที่ส่งมาถึงคนทางบ้าน หากจะคิดว่าเขาหอบเงินหนีไปเสวยสุขคนเดียวหรือถูกดักปล้นกลางทาง ก็ไม่ปรากฎว่ามีใครไปอ้างตัวเป็นเจ้าของเงินรางวัลก้อนนี้แม้แต่คนเดียว เรื่องราวของอาเธอร์จึงยังคงปริศนาอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ เอวัง

มีใครซวยกว่านี้อีกไหม

เคยไหม เวลาอยากได้อะไรแล้วไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้เพราะไม่ใช่เจ้าของ? หากเป็นอย่างที่ว่าก็ยังพอทำใจได้ว่าอะไรที่ไม่ใช่ของเรา ยังไงก็ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าหากเป็นของที่ควรจะเป็นของเรา แต่ดันไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ล่ะ คุณจะรู้สึกอย่างไร? วันนี้ผู้เขียนนำเรื่องราวของชายผู้หนึ่งมาเปิดเผยสู่สายตาของคุณผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกคันในหัวใจเล่น ๆ ว่าหากเรื่องที่เกิดเป็นเรื่องจริงแล้วละก็ จะยังมีใครซวยได้เท่ากับเขาอีกหรือเปล่า เหตุเกิดที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีชายคนหนึ่งถูกรางวัลจากการเสี่ยงโชคเป็นเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญ หรือสามสิบกว่าล้านบาท แน่นอนว่าความดีใจเป็นต้องบังเกิดจนแทบทำอะไรไม่ถูก ชายผู้นี้ก็เช่นกัน แต่เมื่อตั้งสติได้เขาก็ตรงดิ่งไปเบิกเงินทันที แต่เรื่องราวมันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียนี่ เพราะหลักฐานสำคัญอย่างสลากลอตโต้ได่องหนหายไปไหนก็ไม่อาจทราบได้ ถึงแม้จะมีพยานบุคคลอย่างพนักงานขายเลขมาช่วยยืนยันก็ตามที ก็นะ ใครจะไปรู้ว่าสองคนนี้จะรวมหัวกันมาหลอกเอาเงินรางวัลหรือเปล่า ทางกองสลากก็ต้องเข้มงวดกวดขันกันเป็นธรรมดา ถึงจะพยายามเรียกร้องอ้างสิทธิ์อย่างแข็งขันปานใด ในเมื่อปราศจากหลักฐานมายืนยัน คำตอบเดียวที่ชายผู้ได้รับก็คือ “ไม่” สุดท้ายเขาก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า รื้อบ้านทุกซอกทุกมุมครั้งแล้วครั้งเล่าจนเหงื่อแทบหมดตัวก็ไม่เจอหลักฐานที่จะนำไปยันกับเจ้าหน้าที่ได้ จึงต้องรับประทานแห้วไปตามระเบียบ โธ่! ไม่น่าเลย