ความดันทุรังสูง

คนที่ว่านอนสอนง่ายมักเป็นที่รักของใครต่อใคร ในขณะที่คนหัวแข็ง หัวดื้อ มักจะถูกบ่นว่าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากไม่ยอมโอนอ่อนตามคำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม คนจำพวกนี้มักถือตนเองเป็นใหญ่ ชอบกระทำอะไรตามที่ตนปรารถนาโดยไม่สนใจสายคนผู้อื่น ทั้งที่บางครั้งก็รู้ตัวนั่นแหละว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่น่ะผิด แต่ก็ยังดันทุรังอยู่นั่นแล้ว คนส่วนใหญ่ในบ่อนพนันก็เช่นกัน โดยมากแล้วมักเป็นคนหัวดื้อ รู้ว่าการพนันไม่ดีก็ยังจะเข้ามาบนเส้นทางนี้ ยิ่งเล่นแล้วได้เงินกลับไปคราวละมาก ๆ ก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าตนเดินมาถูกทางแล้ว ถึงเล่นเสียก็พยายามหาเงินมาโปะเข้าไปเพิ่มเพราะหวังว่าเมื่อถึงคราวได้ เงินที่เสียไปก็จะกลับมาอีกเท่าทวี แต่แล้วนักพนันส่วนใหญ่ก็มักจะพบแต่ความผิดหวังเมื่อเงินหมดตัวแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้คืน กระนั้นด้วยความดันทุรัง การหลอกตัวเองว่ายังมีหวังก็เกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องบากหน้าไปกู้เงินมาต่อทุน โดยมากก็หาเอาในบ่อนนั่นแหละ ถึงดอกเบี้ยจะแพงแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะเอาแต่คิดว่าเดี๋ยวก็ได้คืนแล้วนั่นเอง จุดจบของเรื่องนี้คิดว่าไม่ว่าใครก็คงเดาได้ไม่ยาก แต่ก็นั่นแหละ เรื่องที่เกิดกับคนอื่นนั้น เราย่อมมองเห็นหนทางแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย แต่หากเกิดเรื่องเช่นเดียวกันนี้กับตัวเราบ้างกลับเหมือนเส้นผมบังภูเขา ดังนั้น หากใครตักเตือนอะไรเรามาก็ขอให้หยุดฟังเสียบ้าง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปเพราะความดันทุรังของตัวเอง

จากนกต่อสู่นายหน้า

บ่อนพนันมีอยู่ทั่วไปในเมืองไทยของเรา ทั้งที่ตั้งอยู่อย่างเปิดเผยและแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ บางครั้งก็ตั้งอยู่ในบ้านเรือนที่พักอาศัยของคนกันเองนี่แหละ หากเจ้าบ้านเกิดนึกอยากตั้งตัวเป็นเจ้ามือขึ้นมา ตัวอย่างที่เห็นภาพกันชัด ๆ ก็เช่น วงไพ่ ที่บรรดากลุ่มแม่บ้านผู้มีงานรัดตัวแต่ไม่อยากจะทำชื่นชอบกันนักหนานั่นยังไง เพราะนอกจากจะได้ตั้งวงซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านแล้วยังอาจได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดกระเป๋ากลับบ้านไปด้วย นี่ยังไม่นับบ่อนออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดายเลยนะ สมกับเป็นยุคที่เทคโนโลยีรุ่งเรืองจริง ๆ สมัยก่อนนั้น โอกาสที่จะได้เข้าบ่อนใหญ่ ๆ มักมาจากการแนะนำของเพื่อนหรือนักพนันที่คลุกคลีอยู่ในบ่อนนั้น โดยเริ่มจากการเข้ามาตีสนิทเพื่อสำรวจฐานะการเงินของเหยื่อก่อน แล้วจึงชักชวนให้เข้าไปเล่นพนัน โดยผู้ที่ทำหน้าที่ “นกต่อ” จะได้รับค่าแนะนำโดยคิดเป็นรายหัว หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดิมพันที่เหยื่อนำมาลง แล้วแต่ทางบ่อนจะกำหนด มาเล่นครั้งแรก ๆ ก็จะสร้างสถานการณ์ให้เหยื่อเล่นได้แทบทุกครั้ง กระทั่งอยู่หมัด...

หากย้อนเวลากลับไปได้

“วันคืนไม่คอยท่า วันเวลาไม่เคยคอยใคร” คำกล่าวนี้เป็นจริงทุกคำเลยทีเดียว เพราะเวลาที่มันผ่านไปแล้วล้วนไม่อาจย้อนคืนกลับมา แต่คนเราก็ไม่วายคิดเพ้อฝันถึงเรื่องราวในอดีต ว่าถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้แล้วจะทำอะไรให้แก่ตัวเอง หรือหวังว่าจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีตอย่างไรบ้าง ทว่า ก็ทำได้แค่เพียงฝัน ผู้เขียนรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อก่อนเธอเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลขนาดย่อม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในที่ทำงาน กิจการเติบโตไปด้วยดีจนทุกคนในครอบครัวมีเงินใช้ไม่ขาดมือ อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ กินอาหารดี ๆ แพง ๆ ขับรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศโฉบเฉี่ยวไปมาจนชาวบ้านแถวนั้นอิจฉาตาร้อนไปตาม ๆ กัน แต่เมื่อมีคนชักชวนให้เธอได้รู้จักกับการพนัน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปภายในเวลาไม่นาน เพราะเธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ่อน ไม่ยอมทำงานทำการ คนที่อยู่ก็ไม่มีความสามารถเท่าเธอ เมื่องานชะงัก เงินทองก็ค่อย ๆ ร่อยหรอเพราะต้องนำไปชดใช้ค่าเสียหายให้ลูกค้า ซ้ำยังถูกเธอดึงไปเล่นในบ่อนอีกคราวละมาก ๆ สุดท้ายกิจการของครอบครัวก็พังลงในมือเธอ ทุกวันนี้ เธอเหลือตัวคนเดียว...

รู้เขารู้เรา

พูดถึงตลาด ภาพที่คุณคิดคงไม่พ้นความคึกคักของพ่อค้าแม่ขายและบรรดาแม่บ้านที่จับจ่ายซื้อของกันพัลวันเป็นแน่ แล้วถ้าเป็นร้านอาหารท่เล่าลือกันว่าอร่อยเลิศล่ะ ก็คงไม่พ้นแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าที่ต่อคิวรออย่างอดทนพร้อมกับเพ่งกระแสจิตใส่คนที่นั่งรับประทานอยู่เพื่อบอกว่า “เร็ว ๆ หน่อยสิ หิวจะตายอยู่แล้ว” นี่ก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สถานที่อันเต็มไปด้วยผู้คนแออัด ย่อมมีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่ ดังนั้นอีกกลยุทธหนึ่งในการใช้เรียกลูกค้าของบ่อนคาสิโนก็คือการทำให้บ่อนของตนคึกคักเข้าไว้ สถานบันเทิงต่าง ๆ โดยเฉพาะบ่อนพนัน หากปล่อยให้เงียบเหงาไร้ผู้คนแล้วละก็ เท่ากับเปิดช่องว่างให้คู่แข่งได้โจมตีจนอ่วมอรทัย อาทิเช่น คนไม่เข้าเพราะไม่มีอะไรให้เล่น คนไม่เข้าเพราะบ่อนนี้โกง บ่อนกำลังจะปิดตัวเพราะไม่มีเงินจ่ายให้ผู้ชนะพนัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดก็ตาม ล้วนส่งผลกระทบในแง่ลบทั้งสิ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา จึงมีการจ้างหน้าม้าให้เข้ามาเล่น มีการจัดโปรให้นักพนันขาประจำพาลูกค้ามาเข้าบ่อนแลกกับค่านายหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ มีการจัดกิจกรรมคืนกำไรให้กับสมาชิกเป็นระยะ เป็นการซื้อใจไม่ให้หันไปหาบ่อนอื่นนั่นเอง อีกทางหนึ่งหาจุดเด่นให้กับบ่อนของตน ยกตัวอย่างเช่นบ่อนคาสิโนที่โด่งดังบางแห่ง...

ใช้เงินอย่างมีสติ

คนที่ถูกเงินทับในวันนี้ ได้แก่สองสามีภรรยาคู่หนึ่ง อายุอานามก็ประมาณ 30 ปี ทำงานในโรงงานทั้งคู่ รายนี้มากับดวงมาก ๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้ถูกสลากกินแบ่งกินแบ่งรัฐบาลอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงสลากกาชาดและแจ๊คพอตอีกด้วย รวมยอดเงินรางวัลทั้งสิ้น 52 ล้านบาท! ทำบุญมาด้วยอะไรกันหนอ… โดยทั่วไปแล้วคนที่ได้รับเงินจำนวนมาก ๆ เนี่ยมักจะตื่นเต้นจนรีบใช้เงินกันยกใหญ่จนหมดไม่รู้ตัว แต่ทั้งสองคนนี้ไม่ยักเป็นอย่างนั้นจ๊ะ เพราะนอกจากซื้อแอร์มาติดในห้องเช่าให้นอนกันได้สบาย ๆ กับถอยกระบะมาติดเครื่องเสียงอีกคันหมดเงินไปประมาณสามแสนบาท คนทั้งคู่ก็ไม่ได้คิดที่จะควักเงินออกมาใช้จ่ายเรื่องอะไรอีก บ้านก็ยังเช่าเขาอยู่ ที่จอดรถก็ต้องเช่าเขาจอด แถมยังทำงานตัวเป็นเกลียวเหมือนเดิมราวกับไม่ได้เป็นเจ้าของเงินเป็นสิบ ๆ ล้านเลย เหตุผลสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ “ไม่อยากเป็นวัวลืมตีน” ในสายตาของชาวบ้านนั่นเอง แต่ต่อมาความคิดของพวกเขาก็เปลี่ยนไป...

ทาสยาเสพติด

วัยรุ่นยุคไอทีเรียนรู้ที่จะบริหารการเงินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้พิเศษด้วยการรับจ็อบออนไลน์ เล่นหุ้น หรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาขาต่าง ๆ ตามแนวที่เรียนมาแล้วนำไปขายให้แก่ผู้ที่สนใจในราคาไม่สูงมากนัก เรียกได้ว่าสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อยกันเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีวัยรุ่นบางส่วนที่ยังหลงระเริงกับความสุขสบายไปวัน ๆ เอาแต่แบมือขอเงินผู้ปกครองไปซื้อนู่นซื้อนี่ที่อยากได้ เช่นเดียวกับ Michael Carroll ซึ่งมีอายุเพียง 19 ปีเมื่อได้รับรางวัลจากการเสี่ยงโชคเป็นจำนวนถึงเก้าล้านปอนด์ หรือประมาณกว่า 450 ล้านบาทไทยโน่นแน่ะ ว้าว! สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่าเมื่อไมเคิ่ลได้รับเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้แล้วย่อมไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป แต่แทนที่เขาจะนำเงินไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย นำไปเป็นทุนการศึกษา หรือลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ให้จำนวนมันงอกเงย เขากลับเอาไปซื้อยาเสพติดมาเสพซะอย่างนั้น ซ้ำยังสั่งทำช้อนทองคำมาไว้ใช้เพื่อการเสพยาโดยเฉพาะอีกด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้เขามักขโมยเงินชาวบ้านไปซื้อยามาเสพเป็นประจำอยู่แล้ว คราวนี้เลยต้องเล่นให้หนำใจ แน่นอนว่าหลังจากถลุงเงินไปจนเกลี้ยงโดยยังสามารถเอาชีวิตรอดจากยาเสพติดมาได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา นายไมเคิ่ลก็ต้องหันมาทำงานหาเงินเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ ในร้านขนมปังแห่งหนึ่ง...

บุญมีแต่กรรมบัง

บางคนเกิดมาพร้อมบุญวาสนา หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด ในขณะที่บางคนทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่เคยสำเร็จสมดั่งใจหวังแม้แต่อย่างเดียว ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า แข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนากันนั้นไม่สามารถจริง ๆ เรื่องราวที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้เป็นเรื่องของชายชราผู้หนึ่ง นามว่า Arthur Neal ซึ่งมีฐานะค่อนไปทางยากจน ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยความเหนื่อยยากมาตลอด แต่ก็เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ที่มักเจียดรายได้ของตนเองไปทำการเสี่ยงโชคอยู่เนือง ๆ ด้วยมีความหวังอยู่ลึก ๆ ว่าสักวันเทพีแห่งโชคลาภจะหันมามอง และบันดาลให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงเข้าสักวัน ทว่า ใครจะคาดคิดกันเล่าว่าเมื่อวันนั้นมาถึงเขากลับไม่มีวาสนาจะได้ใช้มัน! อาเธอร์ถูกเงินรางวัลมูลค่าสองหมื่นเหรียญ หรือประมาณหกแสนกว่าบาท อันเป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป เมื่อเขารู้ว่าตัวเองถูกรางวัลนี้ก็รีบเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นเงินทันที แต่กลับกลายเป็นว่าชายผู้นี้กลับเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะอาเธอร์หายตัวไปเลย ไม่มีแม้ข่าวคราวที่ส่งมาถึงคนทางบ้าน หากจะคิดว่าเขาหอบเงินหนีไปเสวยสุขคนเดียวหรือถูกดักปล้นกลางทาง ก็ไม่ปรากฎว่ามีใครไปอ้างตัวเป็นเจ้าของเงินรางวัลก้อนนี้แม้แต่คนเดียว เรื่องราวของอาเธอร์จึงยังคงปริศนาอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ เอวัง

มีใครซวยกว่านี้อีกไหม

เคยไหม เวลาอยากได้อะไรแล้วไม่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้เพราะไม่ใช่เจ้าของ? หากเป็นอย่างที่ว่าก็ยังพอทำใจได้ว่าอะไรที่ไม่ใช่ของเรา ยังไงก็ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าหากเป็นของที่ควรจะเป็นของเรา แต่ดันไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ล่ะ คุณจะรู้สึกอย่างไร? วันนี้ผู้เขียนนำเรื่องราวของชายผู้หนึ่งมาเปิดเผยสู่สายตาของคุณผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกคันในหัวใจเล่น ๆ ว่าหากเรื่องที่เกิดเป็นเรื่องจริงแล้วละก็ จะยังมีใครซวยได้เท่ากับเขาอีกหรือเปล่า เหตุเกิดที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีชายคนหนึ่งถูกรางวัลจากการเสี่ยงโชคเป็นเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญ หรือสามสิบกว่าล้านบาท แน่นอนว่าความดีใจเป็นต้องบังเกิดจนแทบทำอะไรไม่ถูก ชายผู้นี้ก็เช่นกัน แต่เมื่อตั้งสติได้เขาก็ตรงดิ่งไปเบิกเงินทันที แต่เรื่องราวมันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียนี่ เพราะหลักฐานสำคัญอย่างสลากลอตโต้ได่องหนหายไปไหนก็ไม่อาจทราบได้ ถึงแม้จะมีพยานบุคคลอย่างพนักงานขายเลขมาช่วยยืนยันก็ตามที ก็นะ ใครจะไปรู้ว่าสองคนนี้จะรวมหัวกันมาหลอกเอาเงินรางวัลหรือเปล่า ทางกองสลากก็ต้องเข้มงวดกวดขันกันเป็นธรรมดา ถึงจะพยายามเรียกร้องอ้างสิทธิ์อย่างแข็งขันปานใด ในเมื่อปราศจากหลักฐานมายืนยัน คำตอบเดียวที่ชายผู้ได้รับก็คือ “ไม่” สุดท้ายเขาก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า รื้อบ้านทุกซอกทุกมุมครั้งแล้วครั้งเล่าจนเหงื่อแทบหมดตัวก็ไม่เจอหลักฐานที่จะนำไปยันกับเจ้าหน้าที่ได้ จึงต้องรับประทานแห้วไปตามระเบียบ โธ่! ไม่น่าเลย